วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การวางแผน

หาองค์ประกอบด้านวีธีการ คือ การวางแผนการเขียนบท วางแผนการถ่ายทำ ตลอดจนการตัดต่อและ
การประเมินผล
หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ นักแสดง ผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับและผู้มีความรู้ในด้านนี้


มุมกล้อง

ECU ( Extreme Close up ) ขนาดภาพใกล้สุดๆ ถ่ายทอดรายละเอียดเฉพาะส่วนของนักแสดง วัตถุ
CU ( Close up ) ขนาดภาพใกล้ เช่น เต็มใบหน้า เห็นสีหน้าและอารมณ์ที่แสดงอย่างชัดเจน
MCU ( Medium Close up ) ขนาดภาพปานกลางใกล้ ตั้งแต่หน้าอกขึ้นไป มองเห็นนักแสดงหรือวัตถุผสมกับบรรยากาศนิดหน่อย
MS (MIDIUM SHOT) ขนาดภาพปานกลาง ตั้งแต่สะโพกหรือเอวขึ้นไป นำเสนอท่าทางของนักแสดงมากกว่าอารมณ์และความรู้สึก เห็นบรรยากาศมากขึ้น
MLS (MEDIUM LONG SHOT) ขนาดภาพปานกลางไกล ตั้งแต่หน้าแข้ง เข่า หรือหน้าขาขึ้นไป เห็นการเคลื่อนไหว บุคลิกท่าทาง การกระทำของนักแสดง
LS (LONG SHOT) ขนาดภาพไกล เห็นนักแสดงตัวเล็กอยู่ในสภาพแวดล้อม
VLS (VERY LONG SHOT) ขนาดภาพไกลมาก เน้นให้คนดูเห็นสถานที่ บรรยากาศ หรือสภาพแวดล้อมเป็นหลัก
ELS (EXTREME LONG SHOT) ขนาดภาพไกลสุดๆ บอกเล่าสถานที่และบรรยากาศโดยรวม



การเคลื่อนกล้อง

ZOOM    คือการสร้างความเคลื่อนไหวของภาพด้วยเลนส์ซูมเข้าหรือZoom in คือการดึงภาพจากไกลเข้ามาใกล้ ซูมออกหรือZoom out คือการถอยภาพจากใกล้ออกไปเป็นภาพไกล 
PAN        คือการหันกล้องไปทางซ้ายหรือขวา เหมือนพัดลมส่ายหน้า เรียกว่าแพนซ้าย-Pan Left หรือแพนขวา-PanRight
TILT       คือการแพนขึ้น-ลงในแนวดิ่งนั่นเอง แต่จะเรียกว่าTilt UP หรือTilt Down การบันทึกภาพจะกินพื้นที่เพิ่มไปทางด้านบน-ล่าง การวาดStoryboardก็จะต้องวาดภาพที่เพิ่มขึ้นในแนวดิ่ง
DOLLY / TRACK คือการเคลื่อนกล้องจากเฟรมหนึ่งไปยังอีกเฟรมหนึ่งด้วยล้อเลื่อน การเคลื่อนกล้องไปทางด้านข้าง เรียกว่า Dooly Left หรือ Track Left ส่วนการเคลื่อนกล้องไปข้างหน้าเข้าหาวัตถุ Dolly In หรือ Track In การวาดลูกศรในStoryboard จะคล้ายกับการแพน แต่เพื่อความชัดเจนและเพื่อสร้างความรู้สึก เราอาจจะวาดลูกศรให้ยาวขึ้น และนิยมวาดให้มีลูกศรดูมีระยะ มีPerspectiveของลูกศรด้วย
CRANE คือการนำกล้องไปติดตั้งบนแขนปั้นจั่น(ดิกชันนารีเค้าแปลว่ายังงั้น) และเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง จากมุมต่ำไปมุมสูง เรียกว่าCrane Up หรือจากมุมสูงลงมามุมต่ำ เรียกว่า Crane Down การวาดลูกศรในStoryboard จะคล้ายกับการทิลท์ แต่อาจจะวาดลูกศรให้ยาวขึ้น หรือวาดตามวงสวิงของแขนเครนตามที่ออกแบบไว้ก็ได้ครับ
JERKกล้องสั่น! เป็นการเคลื่อนกล้องอีกแบบหนึ่งที่น่าวาดไว้ในStoryboard เพราะจะทำให้ตากล้องและทีมงานรู้วิธีการทำงานได้ง่ายขึ้นมากกว่าการวาดเฟรม นิ่งๆ การวาดขอบเฟรมซ้อนเหลื่อมกันหลายๆชั้น จะช่วยแสดงความรู้สึกสั่นหรือแกว่งไกวของภาพได้


การเชื่อมภาพ

CUT คือการตัดชน เป็นวิธีพื้นฐานและใช้บ่อยที่สุด ปกติในStoryboardก็จะมีการแบ่งเฟรมภาพเป็นช่องๆ ซึ่งหมายถึงการตัดชนธรรมดา บางคนอาจจะไล่จากซ้ายไปขวาแล้วขึ้นแถวใหม่ หรือบางคนอาจจะไล่จากบนลงล่าง แล้วขึ้นคอลัมน์ใหม่ก็ได้ แล้วแต่ถนัด
DISSOLVE ภาษาไทยใช้คำว่า การจางซ้อนเป็นการละลายภาพ 2 ภาพให้มาแทนที่กัน มักใช้สื่อความหมายว่าเวลาได้ดำเนินผ่านไปเล็กน้อย การวาดStoryboardเพื่อให้รู้ว่า 2 ช้อตนี้จะDissolveเข้าหากัน ทำได้โดยวาดเครื่องหมายกากบาทไขว้
LONG TAKE คือการถ่ายภาพต่อเนื่องเป็นช้อตเดียวโดยไม่คัท ปกติถ้าการแสดงไม่มากก็อาจจะวาดเพียงช่องเดียว แต่บางครั้งการแสดงนั้นเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนบล็อคกิ้ง มีตัวละครเพิ่ม ฯ การวาดStoryboardโดยให้รู้ว่านี่เป็นช้อตต่อเนื่องกัน ไม่คัท อาจจะทำได้โดยการวาดช่องใหม่ แต่ให้ขอบเฟรมติดกัน เป็นการบอกว่านี่คือการถ่ายแบบต่อเนื่อง



การเคลื่อนไหวของนักแสดง

บางครั้งStoryboardที่เป็นภาพนิ่งๆ ก็อาจจะเล่าเรื่องได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อนักแสดงหรือวัตถุมีการเคลื่อนไหว จึงนิยมวาดลูกศรเพื่ออธิบายทิศทางการเคลื่อนไหวนั้น โดยใช้ลูกศรสีดำ เส้นบาง


นักแสดง

นายทศพร  บูรณสรรค์                       รับบท                     เต๋           
นายณัฐพล  กุลขจรวดี                        รับบท                     ติ่ง                          
นายกลวัชร  กาบตุ้ม                           รับบท                     น๊อต      
นางสาวพิราวัลย์  พันธ์รอด              รับบท                     เปี๊ยก
นางสาวธนิกานต์  บัวหลวง              รับบท                     ส้ม                         
นางสาวศิริพร เจียวสามเนตร์           รับบท                     แม่ของเต๋                             


นักแสดงรับเชิญ

นางสาวชนนิกานต์ เกตตะพันธ์
นางสาววรรณภา  เรียบร้อย


Location (สถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำ)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (ศาลายา)
หอพักนฤรัตน์ ศาลายา
สถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑล
ร้านอาหาร Birdbar


ขั้นตอนการถ่ายทำ

ขั้นตอนการถ่ายทำ

1.Project Development
ผู้กำกับและ producer เป็นแกนหลัก คิด theme เรื่อง mood and tone (หา reference) หาทีมงาน คุยกับนายทุน

2. PRE-PRODUCTION

-หา location ทำstoryboard เขียนบท (1 หน้า 1นาที ) casting workshop นักแสดง test อุปกรณ์ ทำ script breakdown
ส่วนใหญ่บทซีนหนึ่งจะยาว 1 หน้า กับอีก 1/8Blogshot การถ่ายภาพนิ่ง ณ โลเกชั่นสถานที่ถ่ายทำจริง โดยอาจจะมีการวางให้ตัวแทนยืนประจำจุดต่างๆแทนนักแสดงจริง ในการ blogshot จะดูรวมไปถึงการ set ฉากว่าควรเปลี่ยนแปลงอะไรตรงไหน การเคลื่อนของกล้อง วัดแสง ความสะดวกในการถ่ายทำจริง (ห้องน้ำ+อาหาร) ติดต่อขอสถานที่


3. PRODUCTION 

กฎของเมอร์ฟีส์ (Murphy’s Law) “Whatever can go wrong, will go wrong”
PUSH
force processing การทำให้ค่าความไวแสงเพิ่มขึ้น 1 stop คือจากเดิมฟิล์มที่เราใช้ถ่ายกันอยู่ที่ 16มม. ISO 50 Daylight เป็น ISO 100 เกิดจากการถ่ายในที่มืดเกินไป เหมือนกับเวลาล้างรูปจากฟิล์ม จากเดิม 10 นาที เป็น 13 นาที การล้างนานขึ้นทำให้แสงทำปฎิกิริยากับฟิล์มนานขึ้น
วิธีแก้ปัญหา
1.ถ่ายใน studio
2.วัดแสงไว้ก่อน
3. ใช้ฟิล์ม ISO มากกว่า 50
4. รอให้แสงมาก่อน (วิธีดั้งเดิม)


PULL

ทำเมื่อถ่ายมาสว่าง (over) เกินไป (ฟิล์ม 50 ปรับเป็น 25)
ทำให้ภาพมืดขึ้นEffect ต่อการทำ push และ pull มีผลต่อ sensitometry (contrast)ของฟิล์ม

Ansel Adam

ให้ อ่านหนังสือของ Ansel Adam เป็นช่างภาพชาวอเมริกัน มีชื่อเสียงด้านการถ่ายภาพขาว ดำ เขียนหนังสือ The Camera, The Negative The Print

ทีมงานในกองถ่ายภาพยนตร์ (พอสังเขป)
PRODUCER

ดูแลทุกอย่างตั้งแต่ pre production หาเงิน คุยกับนายทุน ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายตลอดการถ่ายทำ
ผู้จัดการงานสร้าง (production manager)
ผู้ประสานงานสร้าง (production co-ordinator)
ผู้ประสานงานกองถ่าย (unit runners)
ผู้จัดการสถานที่ถ่ายทำ (location manager)
ผู้ช่วยผู้จัดการสถานที่ถ่ายทำ (assistant location manager)


Director of photography ผู้กำกับภาพ

Camera operator ตากล้อง ทำงานร่วมกับ ผู้ช่วยตากล้อง (assistant camera)
Focus puller ผู้ช่วยตากล้อง 1 ดูแลเรื่อง focus โดยวัดระยะห่างจากsubject ถึงกล้องโดยใช้ตลับเมตรหรือสมัยนี้ใช้อุปกรณ์เลเซอร์ เป็นงานที่ต้องระวังมากเพราะคุณไม่สามารถเห็นผลทันทีเหมือนกล้อง digital
clapper loader คนตีเสลด
Gaffer หัวหน้าฝ่ายไฟ เป็นมือซ้ายของตากล้อง มีผู้ช่วยเรียก best boy electrician คำนวณแอมแปร์ของไฟ ดูว่าในรถมีไฟกี่ k กี่แอมป์ ดูว่าตอนนี้ใช้ไฟกี่แอมป์ พอหรือเปล่า
Grip ดูแสงเงา
crane grip คนจัดเครน
Script Supervisor หรือ continuety จดความต่อเนื่อง เสื้อผ้า หน้า ผม
ช่างบันทึกเสียง sound recorrdist
คนถือไมค์บูม (boom operator)

ART

ผู้ออกแบบงานสร้าง (production designer) ดูแลภาพรวม
ผู้กำกับงานศิลป์ (art director) ออกแบบฉาก (วาดรูปขึ้นมาก่อน) เปลี่ยนแปลงตามที่ผกก ต้องการ เช่น สร้างห้องใหม่ ทาสี เอาพัดลมออก ใส่กริ่งประตู
ผู้จัดซื้อ (production buyer) ซื้อของตามที่ art director สั่ง
ผู้ดูแลของในกองถ่าย (property master)
ผู้จัดการงานก่อสร้าง (construction manager)
ผู้ดูแลของประกอบฉาก (standby prop.)
ช่างทาสี (standby painter)
ช่างไม้ (standby carpenter)
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย (costume designer)
ผู้ช่วยผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย (assistant costume)
ช่างแต่งหน้า (make-up artist)
ผู้ช่วยช่างแต่งหน้า (make-up assistant)
คนขับรถ (unit driver)
ตากล้องภาพนิ่ง (stills)
ตัดต่อ (editor) 
ผู้ช่วยตัดต่อ (assistant editor)
บัญชี (production account)
ผู้ช่วยบัญชี (assistant production account)
เลขานุการผู้อำนวยการสร้าง (producer secretary)
โฆษกประจำกอง
ผู้ประสานงานเทคนิคพิเศษ (special effect co-ordinator)
ผู้ช่วยผู้ประสานงานเทคนิคพิเศษ (assistant special effect co-ordinator)
ผู้ดูแลสัตว์
นักแสดง casting 

ตัวประกอบ
ตัวแทนนักแสดง (stand-in)
ผู้ประสานงานฉากเสี่ยงตาย (stunt co-ordinator)
ตัวแสดงฉากเสี่ยงตาย
body double แทนบางส่วน เช่น แทนมือ แทนขา

4. POST PRODUCTION

Telecine
television + cinema การเปลี่ยนสัญญาณจากฟิล์มเป็นสัญญาณภาพโทรทัศน์ สามารถนำลงformat ต่างๆได้ตามเลือกเช่น เทปdv หรือ dvd เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มแล้วเอามาสแกนลงคอมพ์เป็นรูป format jpg เป็นต้น

วิธีก็คือ เอาฟิล์มผ่านหัวยิงแสง มีจอรับภาพ(ccd) แล้วเอาสัญญาณที่เป็น vdo (แม่เหล็กไฟฟ้า) มาปรับสี แสง เปลี่ยน frame แล้วบันทึกเทป

เราไปทำ telescene กันที่ Oriental Post กันตนา เอาฟิล์มไปให้colorist หรือ telescenist (ผู้แต่งสี) ปรับโทนสี (ขาว-ดำ) ปรับ brightness หรือ contrast อาจมี reference ภาพจากเน็ทมาให้ดูว่าอยากได้แบบไหน ใช้เวลากลุ่มละประมาณ20 – 30 นาที อัตราราคานศ.ลด 50% คือชมละ 7500 ใช้เวลา 2 ชม.เสร็จ !

ASPECT RATIO อัตราส่วนลักษณะความกว้างยาวของภาพ

ฟิล์ม 16มมที่ใช้ถ่ายกัน = 4x3 (1.33) เป็นอัตราส่วนที่ได้รับการยอมรับ เรียกว่า Academy Standard หรือ Academy Format เท่ากับจอทีวีปกติ

จอ widescreen = 1.85 (ยุโรป 1.66) เรียก Academy Flat

LETTERBOX (จอยาวๆเช่นหนัง epic) การแสดงภาพจอกว้างบนจอปกติ จะบังส่วนบนกับส่วนล่างด้วยแถบดำ เพื่อให้ส่วนที่เห็นมีอัตราส่วนลักษณะแบบจอกว้าง
Cinematoscope = 2.35

SOUND

Sound effect
เสียงประกอบที่ไม่เหมือนจริง เช่น เสียงดาบฟันกันใน star wars

เสียง foley
เสียง ที่ควรจะมีอยู่ในฉากต่างๆ ที่เป็นเสียงจริงแต่ไปใส่ภายหลัง เช่น เสียงคนเดิน เสียงฝนตกส่วนมากเสียงที่อยู่ในหนังจะนำมาทำใหม่ทั้งหมด เช่นฝนตก อาจนำเม็ดกรวดมาเทลงบนสังกะสี

-ในหนัง apocalypse now มีฉากที่พัดลมหมุนติ้วๆอยู่ ฉากนั้นเอาเสียงใบพัดของ ฮอ มาใส่ สื่อความหมายถึงสงคราม

-เวลาไปอัดอาจใช้กล้องdv ไปอัดเพราะมันเป็น stereo อยู่แล้ว คือมี 2channel หรือดีกว่านั้นใช้ mic boom ของคณะ (shortgun)

Ambience
คือ เสียงบรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆ เช่นในป่าตอนกลางคืนก็จะต้องมีเสียงจิ้งหรีดเรไร หรือเสียงความวุ่นวายของสภาพการจราจรในเมือง หรือเสียงของกลุ่ม ในงานเลี้ยง,งานแต่งงาน,ภัตตาคาร,ร้านอาหาร ก็จะมีเสียงต่างกัน หรือเสียงสภาพบรรยากาศของห้อง แต่ละห้องก็จะไม่เหมือนกัน

Final Mix
คือ ขั้นตอนการผสมเสียงที่มีทั้งหมดเข้าด้วยกันทั้ง Dialog,Effect และ Music ให้กลมกลืนเข้ากับภาพมากที่สุด หรือเราเรียกว่าการ Balance เสียง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ Re-Recording Mixer ที่จะทำการ Balance ตามความต้องการของผู้กำกับ ลงในระบบเสียงต่างๆซึ่งมีดังนี้

ระบบ Mono
คือเสียงจะถูกผสมรวมกันเหลือเพียงเส้นเดียว แล้วผ่านลำโพงไปออกตรงกลางจอ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันมากในภาพยนตร์สมัยก่อน

ระบบ Stereo
คือเสียงจะถูกผสมรวมกันเหลือ 2 เส้น แล้วผ่านออกลำโพงทางซ้ายและทางขวา จะให้ความรู้สึกถึงความกว้างของเสียงมากกว่าระบบแรก

ระบบ Four Channel Mix
คือ เสียงจะถูกผสมรวมกันเหลือ 4 ช่องทางคือ ซ้าย,กลาง,ขวา และ เซอร์ราวน์ ก็จะทำให้คน ดูรู้สึกสมจริงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ระบบที่นิยมก็คือ Dolby Stereo หรือ Ultra Stereo

ระบบ 5.1 Channel Mix
เป็นระบบที่ใช้กันมากในปัจจุบัน คือทั้งหมดจะถูกผสมรวมกันเหลือ 6 ช่องทางเป็น ซ้าย, กลาง,ขวา,เซอร์ราวน์ซ้าย,เซอร์ราวน์ขวา และ ซัพวูฟเฟอร์ ระบบนี้ก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการผสมเสียงในการใช้ทิศทางได้มากขึ้น ระบบที่นิยมก็มีทั้ง Dolby Digital SR.D และ DTS ( .1 ก็หมายถึงซัพวูฟเฟอร์นั่นเอง )

Final Cut
ภาพยนตร์ที่ใส่เสียงตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว (เรียก picture log) ยกเว้นใส่ sound score

ADR
Auto Dialogue Replacement – การพากษ์เสียงทับบทสนทนาด้วยตัวนักแสดงเอง ต่างจากการทำ dumbling คือไม่ต้องนำนักแสดงคนเดิมมาพากษ์ เช่นในหนังไทยสมัยก่อน

ตัดต่อ
capture ภาพที่ได้มาใส่เครื่องคอมพ์เป็น take แบ่ง takeให้เรียบร้อย ถ้ามีsoundต้องซิงค์เสียงคือให้ภาพกับเสียงตรงกันเพราะเวลาอัดแยกกันมา เครื่องมือในการจับซิงค์คือไม้เสลดแล้วฟังเสียงว่าอันไหน takeเดียวกัน เฟรมแรกของภาพคือตอนที่เสลดชน



-อย่าตัดต่อเสร็จเป็น scene ควรทำ assembly (การเอาภาพที่มีทั้งหมด เลือก take ที่ชอบ ตัดต่อตาม sceneที่ออกแบบไว้ เรื่องดำเนินยังไง) จะเห็นภาพรวมของหนังแล้วทำ rough cutในหนังควรลืมเรื่อง productionไปเลยไม่ต้องเสียดายว่าฉากนี้ถ่ายมายากขนาดไหนถ้าจำเป็นต้องตัด ออกก็ตัด ! ตัดเสร็จเรียบร้อยเรียก fine cut


เรื่องในเชิงเทคนิค
-จาก นั้นเอาภาพที่ตัดแล้วไปพิมพ์ film โดยเอาภาพที่ตัดแล้วในcompไปเทียบเพื่อตัด negative ตามที่ตัดใน vdo จากนั้นได้หนังที่เป็น negative ตั้งแต่ภาพแรกจนถึงภาพสุดท้าย แล้วเอา negative ไปปรินท์เป็น positive อีกทีจึงจะฉายได้

- IP (inter positive) เอา positive มาพิมพ์
- IN (Inter Negative) เอา negative ที่ตัดแล้วมาพิมพ์เป็น positive


-ข้อมูลเสียงทั้งหมดถูกพิมพ์อยู่บนฟิล์ม นอกจากนี้ยังมีสัญญาณ optical sound

ฟิล์ม 35มม ต้องมีเสียงเป็น stereo อยู่แล้วเป็น optic

- workprint = ปรับสี (RGB)
-Release Print = งานที่เสร็จพร้อมฉาย พิมพ์มาพร้อม optical track เพื่อใส่เครื่องฉายหนัง

5. Distribution
การ จัดจำหน่ายทำได้หลายทางเช่น ขายกับสายหนัง ขายต่างประเทศ ถ้าได้รางวัลคานส์(หรือ berlin venice) มายิ่งเป็นที่รู้จัก ทำเป็น vcd ,dvd ส่งประกวดตามมูลนิธิหนังไทย หรือไม่ก็upload เข้า youtube

ขั้นตอนการตัดต่อ

1.เปิดโปรแกรม  Adobe Premiere Pro CS3 ขึ้นมาจะให้คุณเลือก  ว่าจะเปิด project ใหม่ หรือ เปิดงานเดิมที่เคยทำไว้  ดังรูป   1. New Project    2. Open Project
2.ปรับค่าขนาดของโปรเจ็คได้ตามความต้องการ 
3.เมื่อตั้งชื่อ โปรเจ็กแล้ว OK สักครูจะขึ้นวินโดว์ที่เป็นหน้าต่างงานดังภาพ

การ Inport  File
Video formats    ที่ใช้งานได้   AVI, MOV, MPEG/MPE/MPG, DML, and WMV
Audio formats:  ที่ใช้งานได้AIFF, AVI, MOV, MP3, WAV, WMA
1.คลิกที่เมนู File > Inport

2.จากนั้นก็เลือกไฟล์ตามที่เราต้องการ
3.จากที่เรา อิมพอร์ทไฟล์เข้ามา ไฟล์จะมาลงที่หน้าต่าง โปรเจ็ก   จะเรียงกันอยู่ในลักษณะใดนั้นอยู่ที่เราจะตั้งค่ามัน ดังภาพวินโดว์โปรเจ็กด้านล่างขวามือ
2.ลากลงไปวางไว้ที่ TimeLine ในช่อง Video 1 (คลิกเม้าท์ที่ชื่อไฟล์ค้างไว้แล้วลากลงไปวางในตำแหน่งชนขอบด้านหน้าสุด)
การใส่ข้อความต่างๆลงไปในคลิปวิดีโอ
                     1.คลิกที่เมนู เลือก File > New > Title
2.จากนั้นก็เลือกรูปแบบตัวอักษร  และจัดทำแหน่งตามต้องการ

 
การแทรก  Effects
                       1 ) เลือก Transitions ที่ต้องการ  จากนั้นลาก Transitions มาใส่ ใน Track  vdo
2.เราก็จะได้ Transitions ตามที่เราต้องการ
การ Export
                       เป็นการทำงานขั้นสุดท้ายหลังจากเราได้ตัดต่อวีดีโอจนเสร็จสิ้น ผู้ตัดต่อต้องตัดสินใจว่า จะExport ออกมาเป็นไฟล์อะไร ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานของนักตัดต่อเอง ซึ่งไฟล์ที่ตัดต่ออกมาจะใช้ สองรูปแบบหลักๆคือ  VCD  และ DVD  และนอกจากนั้นจะมี แบบ  MPEG1, MPEG2, Quicktime, RealMedia, Windows Media  เป็นต้น

                       1.คลิกที่เมนู file > Export >  Movie  หรือ  Adobe  media  Encoder  ซึ่งทำได้ทั้งสองแบบ
. เลือก พื้นที่ที่ต้องการจัดเก็บ แล้วคลิก  SAVE
3.หลังจากนั้น จะขึ้น dialog   box  ขึ้นมาแสดงสถานนะการ Rendering  ว่าก้าวหน้าไปกี่ %  
ให้รอจนครบ  100% จึงถือว่าเสร็จสินการทำงาน